Wednesday, 16 Apr 2014
You are here:

วิจัยโรงพยาบาลมหาวชิราลงกรณ ธัญบุรี

1. ชื่อการวิจัย:           เทคนิคการปิดกั้นลำรังสีบริเวณกึ่งกลางพื้นที่ฉายรังสีผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกด้วยเครื่องเร่งอนุภาคโดยใช้มัลติลีฟคอลลิเมเตอร์

คณะผู้วิจัย:            ทินกร ดอนมูล , โรงพยาบาลมหาวชิราลงกรณ ธัญบุรี

ผู้สนับสนุน:        โรงพยาบาลมหาวชิราลงกรณ ธัญบุรี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

คำสำคัญ:               รังสีรักษา,เทคนิคการปิดกั้นลำรังสี,ปริมาณรังสีในบริเวณพื้นที่ฉายรังสี,ปริมาณรังสีกระเจิงใต้พื้นที่ปิดกั้นลำรังสี,มัลติลีฟคอลลิเมเตอร์

 

บทคัดย่อ

การรักษามะเร็งปากมดลูกด้วยวิธีการทางรังสีรักษาโดยใช้เครื่องเร่งอนุภาคพลังงานสูงสามารถทำให้โรคหายขาดหรือช่วยบรรเทาอาการที่เกิดจากโรคได้ โดยเทคนิคการให้ปริมาณรังสีเป็นปัจจัยที่สำคัญเพื่อให้การรักษาเกิดประสิทธิภาพสูงสุด แต่เนื่องจากการฉายรังสีพลังงานสูงด้วยเทคนิคต่างๆ อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนกับผู้ป่วยได้ ดังนั้นการวิจัยในครั้งนี้จึงได้ทำการศึกษาเพื่อหาเทคนิคการรักษาที่เหมาะสมสำหรับลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ป่วยได้ โดยทำการศึกษาเพื่อเปรียบเทียบคุณลักษณะทางรังสีจากการใช้เทคนิคปิดกั้นลำรังสีบริเวณกึ่งกลางพื้นที่ฉายรังสีระหว่างการใช้อุปกรณ์จำกัดลำรังสีชนิดคอลลิเมเตอร์ปกติ การใช้มัลติลีฟคอลลิเมเตอร์และการใช้อุปกรณ์จำกัดลำรังสีชนิดคอลลิเมเตอร์ปกติร่วมกับมัลติลีฟคอลลิเตอร์ ผลการศึกษาพบว่าขนาดพื้นที่ฉายรังสีและขนาดของ penumbra ของทั้ง 3 เทคนิคไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับค่าความคลาดเคลื่อนเฉลี่ยของปริมาณรังสีในบริเวณพื้นที่ฉายรังสีและปริมาณรังสีกระเจิงใต้พื้นที่ปิดกั้นลำรังสีบริเวณกึ่งกลางพื้นที่ฉายรังสี พบว่าการใช้มัลติลีฟคอลลิเมเตอร์เพียงอย่างเดียวมีค่าปริมาณรังสีสูงสุดคือ 3.82% และ 16.57% ตามลำดับในขณะที่การใช้อุปกรณ์จำกัดลำรังสีชนิดคอลลิเมเตอร์ปกติร่วมกับมัลติลีฟคอลลิเตอร์มีค่าต่ำสุดคือ 1.87% และ 7.53% ตามลำดับ สำหรับการใช้อุปกรณ์จำกัดลำรังสีชนิดคอลลิเมเตอร์ปกติมีค่า 3.82% และ 11.06% ตามลำดับ จากผลการศึกษาวิจัยทำให้ทราบว่าปริมาณรังสีที่เกิดจากเทคนิคการปิดกั้นลำรังสีบริเวณกึ่งกลางพื้นที่ฉายรังสีด้วยการใช้อุปกรณ์จำกัดลำรังสีชนิดคอลลิเมเตอร์ปกติร่วมกับมัลติลีฟคอลลิเตอร์มีความเหมาะสมมากที่สุดเนื่องจากปริมาณรังสีมีความถูกต้องสูงและช่วยลดปริมาณรังสีกระเจิงใต้พื้นที่ปิดกั้นลำรังสีบริเวณกึ่งกลางพื้นที่ฉายรังสีได้มากที่สุดทำให้ช่วยลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดกับผู้ป่วยได้

 


 

2.  งานวิจัย ประสบการณ์ชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมขณะมารับการรักษาด้วยรังสีรักษา       ปี. พ.ศ. 2554

ผู้สนับสนุน: โรงพยาบาลมหาวชิราลงกรณ ธัญบุรี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

คำสำคัญ: ประสบการณ์ชีวิต/ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม/ การรักษาด้วยรังสีรักษา/

กลุ่มภารกิจบริการวิชาการ ประสบการณ์ชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมขณะมารับการรักษาด้วยรังสีรักษา ปี. พ.ศ. 2554

THE LIVED EXPERIENCES OF PATIENTS WITH BREAST CANCER DURING RADIOTION. THERAPY

 

บทคัดย่อ

 

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อบรรยาย ประสบการณ์ชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมขณะมารับการรักษาด้วยรังสีรักษา โดยใช้วิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative method) เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก การคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลครั้งแรกเป็นแบบเฉพาะเจาะจง ครั้งต่อไปเป็นการคัดเลือกเชิงทฤษฏี นับจำนวนผู้ให้ข้อมูลได้ 16 คน

ผลการวิจัยพบว่า ประสบการณ์ชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมขณะมารับการรักษาด้วยรังสีรักษาจำแนกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 รอเริ่มการรักษาด้วยรังสีรักษา ระยะที่ 2 ระยะรักษาด้วยรังสีรักษา

ระยะรอเริ่มการรักษาด้วยรังสีรักษา พบว่าผู้ให้ข้อมูล มีทั้งความรู้สึกวิตกกังวล หมดความกังวล ไม่มั่นใจ ลังเล ผู้ให้ข้อมูลมีจัดการกับความรู้สึกโดย หาที่พึ่งทางจิตใจ แสวงหาข้อมูลเพิ่ม แสวงหาการรักษาแบบอื่น เตรียมพร้อมที่จะเข้าสู่การรักษา โดย มีการจัดเตรียมเงิน จัดการภาระหน้าที่ในครอบครัว หน้าที่การงาน และมีการเตรียมความพร้อมด้านร่างกาย

ระยะรักษาด้วยรังสีรักษา พบว่าช่วงแรกของการรักษา ผู้ให้ข้อมูลมีความรู้สึก วิตกกังวล กลัวโดดเดี่ยว คิดถึงครอบครัว แต่หลังจากเริ่มฉายรังสี ผู้ให้ข้อมูลต้องเผชิญกับอาการข้างเคียงจากรังสี ทั้งอาการคลื่นไส้อาเจียน รู้สึกร้อน เจ็บภายในบริเวณที่ได้รับรังสี แขนบวมมากขึ้น และรู้สึกเพลีย เหนื่อยล้า เหนื่อยง่าย เครียดกับอาการที่เกิดขึ้น ผู้ให้ข้อมูลได้จัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นโดย เรียนรู้วิธีการที่จะลดอาการข้างเคียงจากรังสี พยายามคิดเชิงบวก ดูแลสุขภาพตนเอง และเมื่อใกล้ครบรังสี ผู้ให้ข้อมูลจะรู้สึก

มีความหวัง ดีใจ มีกำลังใจ และจดจ่อรอเวลาที่จะกลับบ้าน

 

 

 

Abstract

Title                : THE LIVED EXPERIENCES OF PATIENTS WITH BREAST CANCER DURING RADIOTION THERAPY

Key Word : THE LIVED EXPERIENCES/ PATIENTS WITH BREAST CANCER/ DURING RADIOTION THERAPY

 

The study of  this  research is to describe The purpose of this research is to explain the lived experiences of patients with breast cancer during radiation therapy.

The qualitative research method. Data were obtained by in-depth interviews. The first informants were purposively selected from patient’ relative.  Then we will use theoretical sampling to collect the data. There were 16 informants in this study.

The finding of this study was live experiences of patients with breast cancer during radiation therapy. The process was divided into 2 periods, which are waiting time for radiotherapy and during radiotherapy.

        The waiting time for radiotherapy, informants feelings of anxiety and relieved anxiety, insecurity, hesitation, informants manage themselves seek information to consider-, seek other treatment, prepare for cancer treatment, financial arrangement, homework arrangement, job arrangement and improve healthy.

During radiotherapy, first step in the radiation therapy informants feelings of anxiety, fear, loneliness, homesick next step informants confront the side effect radiotherapy

Neasea and vomiting, the skin of the treated breast can become red and dry like sunburn
Lymphedema,.fatigue and tiredness, stress symptoms informants learn about way to manage side effect of radiotherapy, positive thinking, take care own health, after the end of radiotherapy informants hope, be glad and want to get home. 

 


 

การศึกษาภาวะ Neutropenia  ในผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับการรักษาในศูนย์มหาวชิราลงกรณ ธัญบุรี (The study of Neutropenia in Mahavajiralongkorn cancer center)

 

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive research design) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะ Neuropenia ที่เกิดขึ้นในศูนย์มหาวชิราลงกรณ ธัญบุรี ว่ามีสาเหตุ และปัจจัยส่งเสริมใดระดับความรุนแรงที่เกิด รวมทั้งศึกษาถึงการติดเชื้อ กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบสุ่มจากเวชระเบียนผู้ป่วย โดยเป็นผู้ป่วยมะเร็งที่เข้ารับการรักษาในศูนย์มหาวชิราลงกรณ ธัญบุรี ด้วยการฉายรังสี และเคมีบำบัด หรือการรักษาร่วมกันจำนวน 216 ราย ผู้วิจัยทำการศึกษาข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วยย้อนหลังเมื่อครบการักษา ตั้งแต่ เดือนมกราคม – สิงหาคม 2554 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ แบบสำรวจข้อมูลภาวะ Neutropenia ตรวจสอบคุณภาพความตรงเชิงเนื้อหาของเครื่องมือวิจัยโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน  วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย

 

ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 216 ราย เกิดภาวะ Neutropenia ในระดับ 2- 4 จำนวน 31 ราย (ร้อยละ 31.48) ซึ่งผู้ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 76.5 โดยพบว่าระดับ Neutropenia ที่พบเป็นดังนี้ ระดับ 2 พบจำนวน 25 ราย (ร้อยละ 36.8) ระดับ 3 พบจำนวน 24 ราย (ร้อยละ 35.3) และระดับ 4 พบจำนวน 18 ราย (ร้อยละ 26.5) ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เกิดภาวะ Netropenia เป็นผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านม (ร้อยละ 63.2) ชนิด Invasive ductal carcinoma (ร้อยละ 63.2) การรักษาที่เกิดมากคือ การรักษาด้วยเคมีบำบัด (ร้อยละ 60.3) และการรักษาร่วมกันระหว่างเคมีบำบัดและรังสีรักษา (ร้อยละ 30.9) สูตรยาที่พบคือ FAC (ร้อยละ 19.1) และ AC (ร้อยละ 14.7) จำนวนครั้งที่เกิดมากที่สุดคือ 1 ครั้ง (ร้อยละ 26.5) โดยผู้ป่วยที่เกิดภาวะ Neutropenia ส่วนใหญ่มีระดับ Albumin อยู่ในเกณฑ์ปกติ (ร้อยละ 88.2) มีเพียง 2 ราย (ร้อยละ 2.9) ที่มีระดับ Albumin ต่ำกว่าปกติ และมี 6 ราย (ร้อยละ 8.8) ที่มีระดับ Albumin สูงกกว่าปกติ จากการศึกษาพบว่าผู้ป่วยที่มีภาวะ Neutropenia ในระดับ 4 มีการติดเชื้อจำนวน 3 ครั้ง (ร้อยละ 16.7) โดยเชื้อการติดเชื้อที่พบเป็นการติดเชื้อไวรัส Hepes zoster และติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ซึ่งพบว่าผู้ป่วย Neutropenia ระดับ 4 จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล 14 ราย (ร้อยละ 77.8) ซึ่งผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลน้อยที่สุด 3 วัน (ร้อยละ 11.1) และนานที่สุด 8 วัน (ร้อยละ 5.6)  ซึ่งผลการวิจัยนี้จะสามารถนำไปวางแผนการรักษาพยาบาลผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ซึ่งเป็นผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เกิดภาวะ Neutropenia จากการไดรับยาเคมีบำบัดสูตร FAC และ AC ต่อไป

# Name Position Phone Mobile Phone Number Fax
1 งานวิจัยศูนย์มหาวชิราลงกรณ ธัญบุรี